ข้ามไปเนื้อหา
SMEโครงการฟื้นฟู SME ที่ประสบภัยพื้นที่ภาคใต้SME Financial Resilience & Funding Readiness

บทที่ 1 การเงินเพื่อกลยุทธ์การเติบโตและการฟื้นฟูกิจการ

Finance for Growth & Recovery — ประเมินความพร้อมทางการเงิน 5 ด้าน

เวลาเรียน 30 นาทีกรณีศึกษา โรงแรมบูทีค 20 ห้อง หาดใหญ่ความคืบหน้า –
ไปที่ Workshop
สารบัญบทนี้
  1. เริ่มต้นด้วยเรื่องจริง
  2. 1. ประเมินความพร้อมทางการเงิน (Financial Readiness)
  3. 2. ทางเลือกการระดมทุนเพื่อการเติบโต
  4. 3. การทำ Financial Projection (ประมาณการการเงิน)
  5. 4. ประเมินความเสี่ยงและวางแผนสำรอง
  6. 5. แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัว
  7. 6. เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่นขอสินเชื่อ
  8. 7. นำไปใช้กับธุรกิจแต่ละประเภท
  9. 8. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคาร
  10. 9. เข้าใจดอกเบี้ยและเงื่อนไขสินเชื่อ
  11. ตัวอย่างที่ 2: เปรียบเทียบต้นทุนแหล่งทุน
  12. บทสรุปเรื่องราว: คุณสมชายกลับมายืนได้อีกครั้ง
  13. สรุปสำคัญประจำหัวข้อ
  14. แบบฝึกปฏิบัติ: ประเมินความพร้อมทางการเงิน
  15. คำถามที่พบบ่อย
  16. แบบฝึกปฏิบัติ หัวข้อ 1
  17. บันทึกของฉัน หัวข้อ 1
  18. แบบทบทวนท้ายบท
  19. เอกสารประจำบท

เริ่มต้นด้วยเรื่องจริง

ทุกความรู้ในหัวข้อนี้เริ่มต้นจากปัญหาจริงที่ผู้ประกอบการมักพบเจอ ลองอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ พร้อมกับวิเคราะห์ว่า หากกิจการนี้เป็นของเรา เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร และปัญหาเหล่านี้อาจจะใกล้เคียงกับสิ่งที่ธุรกิจของเรากำลังเผชิญ

1ประเมินความพร้อมทางการเงิน (Financial Readiness)

ก่อนยื่นขอทุน เจ้าของกิจการจะต้องเข้าใจก่อนว่า ธนาคารมองภาพของกิจการอย่างไร ให้ลองนึกภาพว่าธนาคารก็เหมือนคนที่กำลังพิจารณาให้เรายืมเงิน สิ่งสำคัญที่ธนาคารต้องมั่นใจคือ ธุรกิจของเรามีความสามารถในการชำระคืนได้จริง โดยธนาคารพิจารณาธุรกิจผ่าน 5 ด้านสำคัญ เพื่อประเมินความแข็งแรง ความเสี่ยง และความพร้อมในการรับภาระหนี้ และเมื่อเข้าใจทั้ง 5 ด้านนี้แล้ว เราจะสามารถประเมินได้ว่า ธุรกิจของตนเองพร้อมขอสินเชื่อมากน้อยแค่ไหน มีจุดใดที่ต้องปรับปรุง และควรเตรียมข้อมูลหรือเอกสารอะไรเพิ่มเติมบ้างก่อนยื่นขอทุน

1. สภาพคล่อง มีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอต่อรายจ่ายประจำในแต่ละเดือน เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ถ้าเงินสดตึงตลอด แสดงว่า กิจการมีสภาพคล่องต่ำ
2. ภาระหนี้ มีหนี้เดิมมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับรายได้และทุนของกิจการ ถ้าหนี้เยอะเกินไป ธนาคารจะกังวลว่าจะรับภาระหนี้เพิ่มไม่ไหว
3. ความสามารถทำกำไร ธุรกิจยังทำกำไรจากการขายจริงไหม ถ้ายังมีกำไรเมื่อลูกค้ากลับมา ธนาคารจะเชื่อมั่นว่าเราจะมีเงินคืนหนี้
4. หลักประกัน มีทรัพย์สิน เช่น อาคาร ที่ดิน ที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ได้ไหม หลักประกันช่วยให้ธนาคารมั่นใจและได้วงเงินกู้มากขึ้น
5. ความพร้อมเอกสาร งบการเงิน บัญชี และเอกสารต่าง ๆ ครบถ้วน เป็นระบบ และเชื่อถือได้ไหม เอกสารที่ดีทำให้ธนาคารพิจารณาได้เร็วขึ้น

เคล็ดลับสำคัญ: อย่ารอให้ธนาคารแจ้งว่าคุณยังไม่พร้อม หากพบว่าธุรกิจยังมีจุดอ่อนด้านใด ให้ถือว่านั่นคือ “การบ้าน” ที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนยื่นขอสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการ สภาพคล่อง ภาระหนี้ หรือความพร้อมของเอกสารทางการเงิน ยิ่งเราเข้าใจจุดอ่อนของตัวเองเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีเวลาเตรียมข้อมูล ปรับปรุงธุรกิจ และวางแผนให้รอบคอบมากขึ้นเท่านั้น เตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่น ดีกว่ารอให้ธนาคารปฏิเสธแล้วค่อยกลับมาแก้ไข การเตรียมความพร้อมที่ดีช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ แต่ผลการพิจารณายังคงขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่ง

2ทางเลือกการระดมทุนเพื่อการเติบโต

เวลาต้องการเงินทุน หลายคนมักนึกถึงแค่การ “กู้ธนาคาร” จริง ๆ แล้วมีทางเลือกหลากหลายแบบ แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การเลือกให้เหมาะกับสถานะธุรกิจจะช่วยให้เราได้เงินทุนที่ต้นทุนต่ำและเงื่อนไขดีที่สุด

แหล่งทุน ข้อดี จุดที่ต้องระวัง
สินเชื่อธนาคาร วงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำกว่าแหล่งอื่น

ต้องมีเอกสาร หลักประกัน และ

ประวัติเครดิตดี

ทุน/สินเชื่อภาครัฐ

ดอกเบี้ยต่ำมาก เงื่อนไขผ่อนปรน

เหมาะกับช่วงฟื้นฟูกิจการ

มีเกณฑ์เฉพาะ ต้องรอยื่นตามรอบเวลา
เงินทุนตนเอง/ครอบครัว ยืดหยุ่น ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีเอกสาร

จำนวนจำกัด และเสี่ยงกระทบ

การเงินส่วนตัว

สำหรับคุณสมชายที่โรงแรมเพิ่งโดนน้ำท่วม ทางเลือกที่ดีคือเริ่มจาก “สินเชื่อฟื้นฟูของภาครัฐ” ที่ดอกเบี้ยต่ำและเงื่อนไขผ่อนปรน ควบคู่กับการเตรียมเอกสารให้พร้อมเพื่อยื่นสินเชื่อธนาคารในภายหลัง วิธีนี้ทำให้เขาได้เงินทุนโดยไม่ต้องแบกดอกเบี้ยสูง

3การทำ Financial Projection (ประมาณการการเงิน)

Financial Projection ฟังดูเป็นศัพท์ยาก แต่จริง ๆ แล้วมันคือ “การเดาอนาคตอย่างมีหลักการ” เราคาดการณ์ว่ารายได้ ค่าใช้จ่าย และเงินสดจะเป็นอย่างไรในเดือนหรือปีข้างหน้า เพื่อวางแผนล่วงหน้า และให้ธนาคารเห็นภาพว่าเราจะมีเงินคืนหนี้ได้จริง การประมาณการที่ดีต้องตอบ 3 คำถามนี้ได้: (1) รายได้จะกลับมาเท่าไร และเมื่อไร (2) ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเป็นเท่าไร (3) เงินสดจะพอไหม เดือนไหนสภาพคล่องต่ำที่สุด

ตัวอย่าง: คุณสมชายคาดการณ์ว่ารายได้โรงแรมจะค่อย ๆ ฟื้นตัวจาก 3 แสนบาท/เดือน กลับไปสู่ 11 แสนบาท/เดือน ภายใน 1 ปี
ตัวอย่าง: คุณสมชายคาดการณ์ว่ารายได้โรงแรมจะค่อย ๆ ฟื้นตัวจาก 3 แสนบาท/เดือน กลับไปสู่ 11 แสนบาท/เดือน ภายใน 1 ปี

กราฟนี้แสดงให้เห็นว่ารายได้ไม่ได้กลับมาทันทีทันใด แต่ค่อย ๆ ฟื้นตัว การมีประมาณการแบบนี้ช่วยให้คุณสมชายวางแผนได้ว่าช่วงไหนต้องประหยัด ช่วงไหนพอมีเงินลงทุนเพิ่ม และยังใช้แสดงต่อธนาคารว่าธุรกิจมีอนาคตที่มีการเติบโต

4ประเมินความเสี่ยงและวางแผนสำรอง

หลังผ่านวิกฤตมาแล้ว สิ่งที่ควรทำที่สุดคือเตรียมพร้อมรับ “คลื่นลูกต่อไป” เพราะความเสี่ยงไม่ได้หายไปไหน การวางแผนสำรอง (Contingency Plan) คือการคิดล่วงหน้าว่าถ้าเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เราจะรับมืออย่างไร

ความเสี่ยงที่อาจเกิด แผนสำรองที่ควรเตรียม
น้ำท่วมซ้ำ หรือภัยธรรมชาติ ทำประกันภัย และสำรองเงินสดไว้ 3-6 เดือน
นักท่องเที่ยวลดลงอีก กระจายกลุ่มลูกค้า เพิ่มช่องทางขายออนไลน์
ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น (พลังงาน วัตถุดิบ) เจรจาล็อกราคากับซัพพลายเออร์ คุมต้นทุนคงที่
รายได้ขึ้นลงตามฤดูกาล วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า 12 เดือน

การมีแผนสำรอง ไม่ได้แปลว่า การมองโลกในแง่ร้าย แต่แปลว่าเรามองการณ์ไกล การทำธุรกิจย่อมมีความไม่แน่นอน ทั้งยอดขายที่ลดลง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจกระทบต่อกระแสเงินสด เจ้าของธุรกิจที่รอบคอบจึงไม่ใช่คนที่คาดหวังว่าจะไม่มีปัญหา แต่คือคนที่ เตรียมทางเลือกและวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า และเมื่อปัญหาเกิดขึ้นจริง เราจะไม่ต้องตัดสินใจด้วยความตื่นตระหนก เพราะรู้ว่าควรทำอะไร มีเงินสำรองเพียงพอหรือไม่ และจะพาธุรกิจเดินต่อไปอย่างไร

5แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัว

ก่อนจะพูดถึงความพร้อมทางการเงินระดับสูง มีพื้นฐานข้อหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจ SME จำนวนมากมองข้าม นั่นคือการแยกเงินธุรกิจออกจากเงินส่วนตัวให้ชัดเจน หลายคนใช้บัญชีเดียวกันทั้งเรื่องบ้านและกิจการ เมื่อถึงเวลาก็ไม่ทราบว่ากำไรจริงเท่าไร เพราะเงินปะปนกันไปหมด บางเดือนดูเหมือนมีเงินเยอะ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเงินที่ต้องเอาไปจ่ายซัพพลายเออร์ ทำให้การตัดสินใจมักผิดพลาด

วิธีแก้ที่ทำง่ายที่สุด คือ การเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจ และจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเป็นจำนวนที่แน่นอนทุกเดือน เหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่ง เงินที่เหลือในบัญชีธุรกิจจึงเป็นเงินของธุรกิจจริง ๆ ที่เอาไว้หมุนเวียนและลงทุน การแยกเปิดบัญชียังช่วยเรื่องการขอสินเชื่อด้วย เพราะธนาคารจะเห็นกระแสเงินสดของธุรกิจชัดเจนจาก Bank Statement ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญที่ธนาคารใช้พิจารณา

6เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่นขอสินเชื่อ

ความพร้อมด้านเอกสารเป็นด้านที่ผู้ประกอบการมักได้คะแนนต่ำ การแก้ไขที่ทำได้ง่ายที่สุด คือการเตรียมเอกสารต่อไปนี้ให้ครบและเป็นระบบ

งบการเงิน งบกำไรขาดทุนและงบดุลย้อนหลัง 2-3 ปี ควรเป็นข้อมูลปัจจุบันและตรงกับความจริง
Bank Statement รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6-12 เดือน แสดงกระแสเงินสดจริง
เอกสารภาษี ภ.พ.30 (VAT) และแบบยื่นภาษีเงินได้ แสดงยอดขายที่แจ้งจริง
เอกสารการค้า ใบสั่งซื้อ สัญญา ใบเสร็จ ที่แสดงว่าธุรกิจดำเนินการจริง
แผนธุรกิจและประมาณการ แผนการใช้เงินและ Cash Flow Forecast แสดงว่าจะคืนหนี้อย่างไร

เคล็ดลับ: ข้อมูลตัวเลขที่มีจะต้องตรงกัน เป็นปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือจึงเกิดขึ้น เพราะธนาคารไม่ได้พิจารณารายได้จากเอกสารเพียงฉบับเดียว แต่ธนาคารจะตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เช่น งบการเงิน ภ.พ.30 เอกสารการค้า Bank Statement หากข้อมูลจากแต่ละแหล่งตรงกัน ก็ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับรายได้และผลประกอบการของธุรกิจ แต่หากตัวเลขแตกต่างกันโดยไม่มีคำอธิบายหรือหลักฐานรองรับ ธนาคารอาจตั้งข้อสงสัยและขอข้อมูลเพิ่มเติม ดังนั้น การจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และเก็บเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเตรียมความพร้อมขอสินเชื่อ

7นำไปใช้กับธุรกิจแต่ละประเภท

หลักการประเมินความพร้อมทางการเงินใช้ได้กับทุกธุรกิจ แต่ประเด็นสำคัญอาจต่างกันตามลักษณะกิจการ การเข้าใจประเด็นสำคัญนี้ จะช่วยให้เราเตรียมตัวได้ดีมากขึ้น

  • ธุรกิจโรงแรมและที่พัก: จุดแข็งคือมีอาคารเป็นหลักประกัน แต่จุดที่ต้องระวังคือรายได้ตามฤดูกาล ธนาคารจะดูว่าช่วงโลว์ซีซั่นยังมีเงินคืนหนี้ไหม

  • ธุรกิจค้าขายและรีเทล: จุดที่ต้องเน้นคือสภาพคล่องและการหมุนเวียนสินค้า เพราะเงินมักจมในสต๊อกและลูกหนี้ ธนาคารมักจะพิจารณาดูวงจรเงินสดเป็นพิเศษ

  • ธุรกิจบริการและร้านอาหาร: มักไม่มีหลักประกันเป็นทรัพย์สินใหญ่ จึงต้องเน้นแสดงกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและความสามารถทำกำไรที่ชัดเจนแทน

ไม่ว่าธุรกิจแบบไหน หลักการเดียวกันคือ รู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง เตรียมเอกสารให้พร้อม และแสดงให้ธนาคารเห็นว่าเราจะคืนหนี้ได้อย่างไร

8สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคาร

การขอสินเชื่อไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขและเอกสารเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์และความไว้วางใจ ธนาคารเน้นทำธุรกิจกับคนที่รู้จักและเชื่อใจได้ ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคารตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

  • เริ่มจากการเปิดบัญชีธุรกิจกับธนาคารและใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ โดยให้ธนาคารเห็นการเดินบัญชีที่ดีมีเงินเข้าออกสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการสร้างประวัติที่ดี ที่ธนาคารมองเห็น

  • เมื่อถึงเวลาต้องขอสินเชื่อ นัดปรึกษากับเจ้าหน้าที่สินเชื่อล่วงหน้า อธิบายแผนธุรกิจและความต้องการอย่างชัดเจน การแสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจธุรกิจตัวเองและมีการวางแผนที่ดี จะสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่น

อย่ารอจนถึงวิกฤตแล้วไปปรึกษาธนาคาร เพราะกิจการอาจจะมีฐานะที่อ่อนแอและต่อรองยาก การสร้างความสัมพันธ์ในช่วงที่ธุรกิจแข็งแรง จะช่วยให้เราได้รับการสนับสนุนที่ดีเมื่อต้องการขอทุน

9เข้าใจดอกเบี้ยและเงื่อนไขสินเชื่อ

ก่อนเซ็นสัญญาสินเชื่อ ต้องเข้าใจทุกเงื่อนไข การได้รับอนุมัติสินเชื่อไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการตัดสินใจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของภาระผูกพันทางการเงินในระยะยาว เจ้าของธุรกิจจึงควรอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขสำคัญให้ครบถ้วน ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะรายละเอียดบางอย่างอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงิน จำกัดความยืดหยุ่นในการบริหารเงินสด หรือสร้างภาระที่ธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อเนื่อง

อัตราดอกเบี้ยมีสองแบบหลัก คือแบบคงที่ (จ่ายเท่ากันตลอดสัญญา) และแบบลอยตัว (เปลี่ยนตามอัตราตลาด เช่น MRR หรือ MLR) ดอกเบี้ยลอยตัวอาจต่ำในช่วงแรก แต่มีความเสี่ยงถ้าอัตราตลาดขึ้น

นอกจากดอกเบี้ยแล้ว ควรดูเงื่อนไขอื่น เช่น ระยะเวลาผ่อน ค่าธรรมเนียม เงื่อนไขการชำระคืนก่อนกำหนด และหลักประกันที่ต้องใช้ บางครั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่มีเงื่อนไขเข้มงวดมาก อาจไม่เหมาะกับธุรกิจของเรา

การเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารก่อนตัดสินใจ ช่วยให้เราได้เงื่อนไขที่ดีที่สุด อย่าเลือกเพียงเพราะได้เงินเร็ว แต่ให้ดูภาพรวมต้นทุนและความเหมาะสมกับธุรกิจในระยะยาว

เจาะลึก: อ่านสัญญาณการเงินของธุรกิจตัวเอง

เจ้าของธุรกิจที่เก่งเรื่องการเงิน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชี แต่ต้องอ่าน “สัญญาณ” ของธุรกิจตัวเองได้ เหมือนคนขับรถที่ต้องดูหน้าปัดเป็น สัญญาณเหล่านี้บอกเราว่าธุรกิจกำลังแข็งแรงหรือเริ่มมีปัญหา

สัญญาณแรกคือ “เงินสดในมือ” ถ้าเงินสดลดลงเรื่อย ๆ ทุกเดือน แม้ยอดขายจะดี นั่นคือสัญญาณเตือน สัญญาณที่สองคือ “ลูกหนี้ค้างชำระ” ถ้าลูกค้าจ่ายช้าลงเรื่อย ๆ เงินของเราจะติดอยู่ข้างนอก สัญญาณที่สามคือ “กำไรต่อยอดขาย” ถ้าขายเท่าเดิมแต่กำไรน้อยลง แสดงว่าต้นทุนกำลังกินกำไร

การฝึกอ่านสัญญาณเหล่านี้เป็นประจำ จะช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ก่อนที่มันจะลุกลาม เหมือนหมอที่ตรวจสุขภาพก่อนป่วยหนัก

ลองมาดูว่าคุณสมชายให้คะแนนความพร้อมทางการเงินของโรงแรมตัวเองอย่างไร โดยให้คะแนนแต่ละด้าน 1-5 คะแนน (1 = ยังไม่พร้อมมาก, 2 = ยังไม่พร้อม , 3 = พร้อมพอใช้ , 4 = พร้อม , 5 = พร้อมมาก )

ด้าน คะแนน เหตุผล
สภาพคล่อง 2 เงินสดตึงมากหลังรายได้ลด
ภาระหนี้ 3 มีหนี้เดิมปานกลาง ยังผ่อนไหว
ความสามารถทำกำไร 3 ยังมีกำไรเมื่อยอดจองกลับมา
หลักประกัน 4 มีอาคารโรงแรมเป็นหลักประกันได้
ความพร้อมเอกสาร 2 งบไม่อัปเดต บัญชีไม่เป็นระบบ

ตัวอย่างที่ 2: เปรียบเทียบต้นทุนแหล่งทุน

คุณสมชายต้องการเงิน 3 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ลองเปรียบเทียบต้นทุนดอกเบี้ยของแต่ละแหล่งทุน

แหล่งทุน ดอกเบี้ย/ปี ดอกเบี้ยรวม 5 ปี (โดยประมาณ)
สินเชื่อฟื้นฟูภาครัฐ 3% ประมาณ 240,000 บาท
สินเชื่อธนาคารทั่วไป 7% ประมาณ 560,000 บาท
เงินกู้นอกระบบ 24% ประมาณ 2,180,000 บาท

บทสรุปเรื่องราว: คุณสมชายกลับมายืนได้อีกครั้ง

สรุปสำคัญประจำหัวข้อ

  • ก่อนขอเงินจากแหล่งทุน จะต้องมีการทำประเมินความพร้อมทางการเงิน 5 ด้านของกิจการให้ชัดเจน

  • แหล่งทุนมีหลายแบบ เลือกให้เหมาะกับสถานะธุรกิจ ไม่ใช่กู้ที่แรกที่เจอ

  • ทำ Financial Projection เพื่อมองอนาคตด้วยตัวเลข และทำให้ธนาคารเชื่อมั่น

  • วางแผนสำรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดซ้ำหลังวิกฤต

แบบฝึกปฏิบัติ: ประเมินความพร้อมทางการเงิน

ให้คะแนนธุรกิจของคุณเองในแต่ละด้าน 1-5 คะแนน พร้อมเขียนเหตุผลและสิ่งที่จะปรับปรุง

ด้าน คะแนน (1-5) เหตุผล / สิ่งที่จะปรับปรุง
สภาพคล่อง
ภาระหนี้
ความสามารถทำกำไร
หลักประกัน
ความพร้อมเอกสาร

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจเพิ่งเปิดได้ไม่ถึงปี ขอสินเชื่อได้ไหม?

ได้ แต่ค่อนข้างยาก เพราะธนาคารยังไม่มีประวัติการเงินที่มากพอ ควรเริ่มจากวงเงินเล็ก สร้างประวัติที่ดี แล้วค่อยขยาย หรือใช้สินเชื่อที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจใหม่โดยเฉพาะ

ไม่มีหลักประกัน กู้ได้ไหม?

ได้ในบางกรณี เช่น สินเชื่อที่มี บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ค้ำประกันแทน แต่วงเงินและเงื่อนไขอาจต่างจากการมีหลักประกัน

เคยมีประวัติค้างชำระ จะกู้ได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลา ควรเคลียร์หนี้เก่าให้เรียบร้อยก่อนที่จะยื่นกู้ครั้งใหม่ และแสดงรายละเอียดให้เห็นว่าปัจจุบันการเงินดีขึ้นแล้ว

แบบฝึกปฏิบัติ หัวข้อ 1

ลงมือทำจริงกับตัวเลขธุรกิจของคุณ นำผลลัพธ์ไปต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารทางการเงินสำหรับยื่นกู้ ( Financial Dossier )

ขั้นที่ 1 นำแนวคิดหลักของหัวข้อนี้มาใช้กับธุรกิจของคุณ

ขั้นที่ 2 กรอกข้อมูลตัวเลขของธุรกิจคุณ

ด้าน คะแนน (1-5) เหตุผล / สิ่งที่จะปรับปรุง
สภาพคล่อง
ภาระหนี้
ความสามารถทำกำไร
หลักประกัน
ความพร้อมเอกสาร

ขั้นที่ 3 สิ่งที่ฉันจะลงมือทำภายใน 30 วัน

บันทึกของฉัน หัวข้อ 1

จดสิ่งที่ได้เรียนรู้ ข้อมูลตัวเลขของธุรกิจ หรือคำถามที่อยากถามวิทยากร

แบบทบทวนท้ายบท

5 ข้อ เลือกคำตอบแล้วดูเฉลยพร้อมคำอธิบายทันที ตอบถูก 4 ข้อขึ้นไปถือว่าผ่าน

บันทึกความคืบหน้า
อ่านจบ · Workshop · แบบทบทวน

เอกสารประจำบท